การกำหนดเกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญ
เรียนรู้ว่าเกณฑ์ชี้วัดแบบใดที่ช่วยและไม่ช่วยให้แคมเปญประสบความสำเร็จ และก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของการวัดผลแบบดิจิทัล
เนื้อหา
Journal of Advertising Research ฉบับเดือนมิถุนายนเผยแพร่บทบรรณาธิการจาก Brad Smallwood รองประธานด้านวิทยาศาสตร์การตลาดของ Facebook เราได้รวบรวมข้อมูลสรุปเกี่ยวกับหัวข้อที่มีการพูดถึงและไฮไลท์ว่า “การกำหนดเกณฑ์ชี้วัดที่ถูกต้อง” มีความหมายต่อนักการตลาดอย่างไร
ยุคสมัยที่นักการตลาดสามารถประเมินธุรกิจของตนได้อย่างง่ายดายโดยใช้เพียงรายงาน เรทติ้งทีวี และตัวเลขยอดขายนิดๆ หน่อยๆ ได้ผ่านไปแล้ว ในปัจจุบัน ปริมาณข้อมูลอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลในการวิเคราะห์ หลอกล่อให้นักการตลาดต้องหันหน้าเข้าหาการประเมินเกณฑ์ชี้วัดที่มีให้พร้อมอยู่แล้ว เช่น แฟน การกดถูกใจ ความคิดเห็น การแชร์ และการคลิก แทนที่จะใช้เกณฑ์ชี้วัดที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้จริง
ทีมวิทยาศาสตร์การตลาดของ Facebook ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของอุตสาหกรรมและได้ใช้การจัดลำดับความสำคัญของการวัดผลเกณฑ์ชี้วัดแบบเรียลไทม์ที่ดำเนินการได้ ซึ่งสามารถส่งผลต่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้
Brad Smallwood รองประธานด้านวิทยาศาสตร์การตลาดของ Facebook ได้กำหนดแผนเส้นทางการวัดผลเชิงดิจิทัลของเราไว้ใน Journal of Advertising Research ในฉบับนี้ เขาได้พูดถึงวิธีที่เราเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ชี้วัดที่กำหนดความสำเร็จของแคมเปญบน Facebook พร้อมแสดงข้อมูลแยกย่อย และเปลี่ยนมุมมองต่อการวิเคราะห์จากการเป็นฟังก์ชั่นที่อยู่เบื้องหลังการทำงานให้เป็นตำแหน่งงานที่สำคัญแทน
การกำหนดความหมายใหม่ให้เกณฑ์ชี้วัดแบบดิจิทัล
ในยุคแรกๆ ของโลกดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย นักการตลาดมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยว่าแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Facebook สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างไร เป้าหมายล้วนมีแต่ระยะสั้นๆ โดยที่นักการตลาดต่างแข่งกันดึงดูดแฟน การกดถูกใจ การแชร์ โพสต์ และการคลิก เมื่อนักการตลาดค้นหาการสร้างกลยุทธ์เชิงดิจิทัลระยะยาวโดยอิงจาก “แฟนคลับ” เกณฑ์ชี้วัดการเติบโตก็หยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
จากการวิเคราะห์ ทีมวิทยาศาสตร์การตลาดของ Facebook ได้พบว่าแฟนๆ ไม่ได้มีส่วนเพิ่มหรือลดกำไรของผู้ลงโฆษณาเลย การมุ่งความสนใจไปที่แฟนๆ เป็นการหันเหความสนใจของนักการตลาดจากการกำหนดความได้เปรียบที่เชื่องโยงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของผู้คนบน Facebook กับการดำเนินการที่ผู้ลงโฆษณาต้องการให้ผู้คนทำจากแคมเปญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
ทีมได้ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความเห็นพ้องต้องกันร่วมกับพาร์ทเนอร์ข้ามฟังก์ชั่นภายใน Facebook และช่วยเปลี่ยนวิธีที่นักการตลาดใช้การโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเรา นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังเป็นตัวกระตุ้นภายในองค์กรอีกด้วย โดยช่วยพัฒนาวิธีที่ทีมวิทยาศาสตร์การตลาดของ Facebook จัดการการวัดผลประสิทธิภาพการทำงานของแคมเปญและกำหนดความสำเร็จสำหรับผู้ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม
ด้วยสิ่งนี้และงานวิจัยเพิ่มเติมอื่นๆ ในที่สุดเราจึงสามารถโน้มน้าวให้นักการตลาดเชื่อว่า การใช้แฟนๆ เป็นวัตถุประสงค์ทางการตลาดเพื่อวัดผลความสำเร็จนั้นไม่คุ้มค่า จากนั้นเราจึงสร้างตัวอย่างเพื่ออธิบายว่าการโต้ตอบแบบต่างๆ (เช่น การกดถูกใจ ความคิดเห็น และการแชร์) สามารถนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมได้อย่างไร
“
เราสามารถสร้างภาพที่ใหญ่ขึ้นซึ่งครอบคลุมเส้นทางการคอนเวอร์ชั่นของผู้บริโภคและเข้าใจถึงผลกระทบต่อกิจกรรมของผู้ลงโฆษณาบน Facebook เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ...ความพยายามเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนการสนทนากับอุตสาหกรรมให้กลายเป็นเกณฑ์ชี้วัดที่ผลักดันมูลค่าธุรกิจที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมโดยใช้ความถี่ที่มีความหมายและเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำไปสู่การซื้อหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการ (เช่น การดาวน์โหลดแอพ การสมัครรับบริการ เป็นต้น)
Brad Smallwood
"Resisting the Siren Call of Digital Metrics," Journal of Advertising Research, มิถุนายน 2016
ความสำคัญของข้อมูลหัวข้อ
ลองนึกถึงฟีดข่าวของคุณเอง และลองจินตนาการถึงความหลากหลายของเนื้อหาที่คุณพบ แชร์ และบริโภคในทุกๆ วัน ปริมาณและความหลากหลายของการโต้ตอบภายในฟีดข่าวไม่ว่าจะเกี่ยวกับหัวข้อใดก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกับสิ่งไหนๆ ที่พบในแบบสำรวจหรือกลุ่มที่น่าสนใจ การโต้ตอบเหล่านี้ทำให้นักการตลาดต่างสงสัยว่า พวกเขาจะสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่ไม่ซ้ำกันแบบใดได้บ้างจากการเข้าใจถึงวิธีที่ผู้คนบน Facebook จำนวน 1,650 ล้านคนจากทั่วโลกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและมีส่วนร่วมกับเพื่อน ครอบครัว และแบรนด์ต่างๆ
ก่อนที่นักการตลาดจะใช้ Facebook เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการใช้ข้อมูลหัวข้อ เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงคุณค่าและข้อจำกัดของตัวเราเองเสียก่อน ครั้งนี้ ทีมวิทยาศาสตร์การตลาดและทีมวิเคราะห์ภายในของ Facebook ได้รับมอบหมายให้มานั่งโต๊ะสนทนาเพื่อวางแผนเชิงกลยุทธ์จากข้อมูลของเรา สิ่งที่เราพบก็คือ ไม่ใช่ทุกโพสต์ที่มีผลเท่ากัน และยังพบอีกด้วยว่าการกำหนดมาตรฐานและการตีความพฤติกรรมนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าสำหรับนักการตลาดหากพวกเขาต้องการใช้ข้อมูลหัวข้ออย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรายังพบอีกด้วยว่า แม้ว่าข้อมูลหัวข้อจะสามารถช่วยสร้างกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์สำหรับกลยุทธ์การส่งข้อความการตลาดและการพัฒนาสินค้าได้ แต่หากใช้เพื่อระบุประสิทธิภาพของแคมเปญ ข้อมูลหัวข้อสามารถทำให้นักการตลาดเข้าใจผิดได้
การแลกเปลี่ยนผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ของเรากับพาร์ทเนอร์ที่ทำงานข้ามฟังก์ชั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นหากเราต้องการมั่นใจว่า ข้อมูลหัวข้อที่ขาดโครงสร้างจะไม่กลายเป็นเกณฑ์ชี้วัดที่ “โดดเด่น” เหมือนแฟน สิ่งที่เราเรียนรู้ไม่เพียงแค่บอกแนวทางการวัดผลให้กับเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวิธีที่ทีมสินค้าสร้างเครื่องมือภายในและวิธีที่ทีมพบปะลูกค้าให้คำแนะนำต่อลูกค้าอีกด้วย
การแมปข้อมูลเข้ากับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจภายในองค์กร
เมื่อข้อมูลกลายเป็นปัจจัยผลักดันการเข้าใจพฤติกรรมของผู้คนทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้งยังช่วยการตัดสินใจของธุรกิจ การดำเนินการให้สอดคล้องกับเกณฑ์ชี้วัดที่มีส่วนช่วยต่อผลกำไรของธุรกิจจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ควรมีการแชร์การศึกษาข้ามฟังก์ชั่นและความโปร่งใสของเกณฑ์ชี้วัดที่ผลักดันมูลค่าและความสำเร็จขององค์กรในวงกว้าง เราจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองที่ว่า ข้อมูลและการวิเคราะห์เป็นเพียงหน้าที่ที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น ผู้บริหารระดับสูงและนักวิเคราะห์ต่างจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนความพร้อมและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่มี
เมื่อแยกย่อยข้อมูล นักการตลาดก็จะสามารถมั่นใจได้ว่าตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานหลัก (KPI) ได้รับการกรองให้เข้ากับพนักงานทุกคนแล้ว แทนที่จะยกระดับเกณฑ์ชี้วัดที่ผูกกับคำศัพท์เฉพาะด้านอุตสาหกรรม เช่น การคลิกและต้นทุน เกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญต่อผู้อำนวยการฝ่ายการเงินซึ่งมีผลต่อผลกำไรของบริษัทก็จะกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อทุกคนในองค์กร ความชัดเจนนี้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในขณะที่โลกของสื่อยังคงเดินหน้าเปลี่ยนแปลงต่อไปและตลาดเองก็พัฒนาไปด้วย ดังนั้นข้อมูลจึงไม่ได้อยู่นิ่งอีกต่อไป การเข้าใจธรรมชาติของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการตรวจสอบและท้าทายความรู้ที่มีอยู่เป็นระยะๆ เพื่อเสริมรูปแบบการวัดผลด้วยข้อมูลใหม่ๆ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับองค์กรและอุตสาหกรรมในภาพรวม
“
ในฐานะนักการตลาด เรามีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบว่าเราไม่ได้กำลังวัดผลเพื่อแค่วัดผลเท่านั้น แต่เพื่อช่วยองค์กรให้มีความสอดคล้องและประสบความสำเร็จ
Brad Smallwood
"Resisting the siren call of popular digital metrics," Journal of Advertising Research, มิถุนายน 2016
ข้อมูลเหล่านี้สำคัญสำหรับนักการตลาดอย่างไร
เราสนับสนุนให้นักการตลาดและอุตสาหกรรมโฆษณามองจากภายในและตรวจสอบความสัมพันธ์ด้วยข้อมูลและคุณค่าของเกณฑ์ชี้วัด

จงระวังเกณฑ์ชี้วัดที่โดดเด่น
การเปลี่ยนพฤติกรรมย่อมเป็นเรื่องยาก เพราะนักการตลาดยังคงต้องการรู้ว่าวิดีโอหนึ่งสร้างยอดคลิกเท่าไร หรือต้องการเข้าใจว่ามีความเกี่ยวข้องใดๆ ระหว่างยอดคลิกและยอดขายหรือไม่ (คำใบ้ก็คือ ไม่มี) ในขณะที่เกณฑ์ชี้วัดที่อิงตามมูลค่าวัดผลได้ยาก แต่ Facebook เชื่อว่าเกณฑ์ชี้วัดนี้เป็นเครื่องมือให้นักการตลาดผลักดันการเติบโตแบบออร์แกนิกและให้ผู้มีอำนาจพาองค์กรเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้

ให้ความสำคัญกับคุณค่าก่อน
มูลค่าสามารถกำหนดได้ด้วยวิธีต่างๆ ขึ้นอยู่กับนักการตลาดและแบรนด์ เรามุ่งมั่นที่จะช่วยนักการตลาดค้นหาการวัดผลมูลค่าที่แท้จริงซึ่งมีความสำคัญต่อพวกเขา แทนการใช้เกณฑ์ชี้วัดแบบพร็อกซี่ และเปลี่ยนจากเศรษฐกิจ CPM ไปเป็นเศรษฐกิจแบบมูลค่าแทน
เราได้เห็นนักการตลาดเข้าใจแคมเปญของตนเองได้มากขึ้นเมื่อพวกเขาปรับตัวให้สอดคล้องกับเกณฑ์ชี้วัดที่เชื่อมย้อนกลับไปยังผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ เช่น การรับรู้แบรนด์ การสนทนาแบบออนไลน์และออฟไลน์ และจำนวนการติดตั้งแอพ

ยกระดับบทบาทของฝ่ายวิเคราะห์
เกณฑ์ชี้วัดเป็นสิ่งสำคัญ ทีมวิเคราะห์พร้อมที่จะช่วยองค์กรของตนกำหนดเกณฑ์ชี้วัดที่เหมาะสมหากเกณฑ์ชี้วัดเหล่านั้นมีส่วนช่วยต่อการสนทนาเพื่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เมื่อใช้คำถามที่เหมาะสม ทีมเหล่านี้สามารถช่วยให้องค์กรกำหนดและดำเนินการให้สอดคล้องกับเกณฑ์ชี้วัดที่ผลักดันผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ แทนที่จะเสียเวลาไปกับเกณฑ์ชี้วัดแบบชั่วคราว
การให้ทีมวิเคราะห์เป็นพาร์ทเนอร์ด้านกลยุทธ์จะช่วยแยกย่อยแผนกเฉพาะทางที่เดิมทีนั้นเกิดจากการรวมตัวระหว่างฝ่ายวิเคราะห์และองค์กรทางธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนให้ใช้ประเภทการแชร์ความรู้ข้ามหน่วยงานที่มีผลเชิงบวกต่อผลกำไรขององค์กร
แหล่งที่มา:“Resisting the siren call of popular digital metrics,” Journal of Advertising (JAR) มิถุนายน 2016 (เล่ม 56 ฉบับ 2)